แนวเพลงต่างๆ

เพลง

ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก

ดนตรีนั้นมีมากมายหลายประเภท แต่ประเภทไหนมีที่มาเป็นแบบไหน อย่างไร ไปหาคำตอบกัน พร้อมแจก list เพลงให้ไปลองฟัง
เพลง

POP หรือดนตรีพ๊อพ Popย่อมาจากคำว่า Popular ที่มีความหมายว่า เป็นที่นิยมชมชอบกันทั่วไป ดนตรีพ๊อพจึงมีลักษณะที่ฟังง่าย ติดหู ทำนองไพเราะ ดนตรีไม่มีความสลับซับซ้อน เนื้อหากล่าวถึงความรัก ธรรมชาติ อารมณ์ต่างๆของผู้คนทั่วไปโดยรวมแล้วทุกๆเพลงจะมีลักษณะที่เด่นชัด ดังนั้นดนตรีพ๊อพจึงอาจจะเป็นดนตรี โพลค์ บูลส์ คันทรี่ ร็อค เฮฟวี่ แรป แด๊นซ์ฯลฯ หรือดนตรีอะไรก็ตามที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบและฮิตเป็นบ้าเป็นหลัง ฟังเพลงได้ที่นี่ 

เพลง

ROCK เป็นดนตรีที่มีจังหวะจะโคนเร่งเร้ากระชับหนักแน่นโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาตามจังหวะได้อย่างเมามัน โดยมีที่มาจากดนตรีร็อคแอนด์โรลยุค 50’s ตอนปลาย และยุค 60’s ที่เรียกกันว่า ‘Rock A Billy’ หรือจากเพลง ‘Rock Around The Clock’ มีกลองให้จังหวะพร้อมกับริธึ่มของกีตาร์ที่หนักแน่น และเสียงร้องกระแทกกระทั้น เพื่อปลุกเร้าคนฟังให้เกิดอารมณ์สนุก เมามันส์ และปลดปล่อย ดนตรีร็อคได้พัฒนาให้มีจังหวะที่หนักแน่นและมีรายละเอียดในแง่ของลูกเล่นกีตาร์มากขึ้นและเร็วขึ้นเลยเรียกว่า ฮาร์ด ร็อค(Hard Rock)และพัฒนาให้มีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของเพลง และเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวที่เรียกว่า โปรแกรสซีฟ ร็อค (Progressive Rock) โดยมีเครื่องดนตรีอย่างคีย์บอร์ดและออร์แกนเข้ามามีบทบาท และพัฒนามาจนถึงมีความหนักแน่นก้าวร้าว หยาบคาย ทั้งในเนื้อหาและดนตรีที่เน้นหนักไปที่กี่ตาร์ริธึ่มและโซโล่เป็นพระเอกที่เรียกว่า เฮฟวี่เมทอล (Heavy Metal) เช่นวง Mattallica และ (Alternative) เช่นวง Nirvana เป็นต้น ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

JAZZ เป็นดนตรีที่มีต้นกำเนิดมาจากทาสผิวดำที่ถูกนำมาเป็นทาสในอเมริกาแถบนิวออร์ลีน รัฐนี้จึงกลาเป็นรัฐของดนตรีแจ๊ซ โดยเริ่มแรกจากการที่ทาสผิวดำแหล่านี้มีรากฐานของดนตรีโซลและบูลส์อยู่บ้างแล้ว เพราะคนผิวดำที่ถูกต้อนมาจากทวีปอาฟริกานั้น เป็นชนเผ่าต่างๆที่มีวัฒนธรรมและประเพณีของตนเองติดตัวมาอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสได้พบปะระหว่างทาสด้วยกัน ก็หันมาร้องรำทำเพลงบ้าง เข้าโบสถ์ชุมนุมกันบ้าง และจับเครื่องตนตรีต่างๆมาเล่นร่วมกัน ทั้งเครื่องเป่า เปียโนหรือกีตาร์ เมื่อหลุดพ้นจากการเป็นทาส หรือว่างงาน ก็จะมารวมตัวกันเล่นดนตรีตามงานศพต่างๆของคนผิวดำด้วยกัน เพื่อเป็นการระบายความต่ำต้อยของพวกเขาเอง ดนตรีแจ๊ซในนิวออร์ลีนก็ได้แพร่หลายจากงานต่างเหล่านี้ ซึ่งลักษณะเดนของดนตรีแจ๊ซค่อนข้างจะ ซับซ้อน ไพเราะ ปราณีต บรรจง และค่อนข้างจะอิงไปทางดนตรีคลาสสิคในยุคก่อนๆ เครื่องดนตรีที่เด่นๆของแจ๊ซคือ เครื่องเป่า กีตาร์ เปียโน บิดาของดนตรีแจ๊ซคือ หลุยส์ อาร์มสตรอง   ฟังเพลงได้ที่นี่

https://www.youtube.com/watch?v=vmDDOFXSgAs&list=RDQMud-fiV4iQ80

เพลง

SOUL & FUNK ดนตรีโซล เป็นรากฐานของดนตรีหลายๆแนวในปัจจุบันที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะโซลเป็นดนตรีที่มีความหมายของคำว่า “วิญญาณ” ซึ่งเป็นดนตรีที่เน้นไปทางเสียงร้อง และเอื้อนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนผิวดำ ที่ไม่มีชนชาติใดเลียนแบบได้ และเนื้อหาก็จะตีแผ่ถึงความลำบากในการใช้ชีวิตที่ตกเป็นทาส เสียงร้องจึงคล้ายกับการคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด ดนตรีจะไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์ เปียโน หรือเครื่องเป่า ลักษณะที่สังเกตได้ง่ายจากดนตรีโซลคือ ดนตรีคนดำใช้ร้องในโบสถ์ประสานเสียงร้องกันที่เรียกว่า Acapella เช่นดนตรีของ Marvin Gaye หรือ Diana Ross เป็นต้น ต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาโดยการนำเอาดนตรีโซลไปผสมผสานกับเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆขึ้น นอกเหนือจากเสียงร้องแล้ว อาจจะเน้นไปที่กีตาร์ กลอง โดยเฉพาะเสียงเบส ให้จังหวะจะโคนที่เด่นชัด และลื่นไหล สร้างอารมณ์ให้เต้นตามได้ ซึ่งต่อมาเรียกว่าดนตรี ฟังก์ (Funk) หรือ โซล-ฟังก์นั่นเอง ซึ่งก็มีศิลปินอย่าง James Brown , Stevie Wonder , Celine Dion , Mariah Carey เป็นต้น ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

BLUES เป็นดนตรีของคนผิวดำเช่นกับที่นำเสนอเรื่องราวของชีวิตที่ต้อยต่ำ ผ่านเสีงดนตรีคือ กีตาร์ที่เศร้าสร้อย หดหู่ จนน่าขนลุก บวกกับเสียงร้องที่แหบพร่า เหมือนการคร่ำครวญคล้ายคนกำลังร้องไห้ โดยให้เสียงกีตาร์กับเสียงเครื่องเป่าฮาร์โมนิก้าเป็นสื่อถ่ายทอด ความเจ็บปวดเหล่านั้นอีกที เพื่อเป็นการตอกย้ำซึ่งถ้าในบ้านเราก้จะเรียกเพลงเหล่านี้ว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิต มีศิลปินอย่าง Muddy Waters , Memphis Slim และ Sonny Boy Williamson เป็นผู้ให้กำเนิดตำนานบทนี้ และส่งผลเด่นชัดที่สุดต่อแนวเพลงริธึ่ม แอนด์ บูลส์ ในปัจจุบัน            ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

RAP รากฐานที่แท้จริงของดนตรีจากคนผิวดำอีกแนว ที่ประทับตราได้เด่นชัดที่สุดกว่าแนวอื่นใดทั้งหมดที่เป็นของพวกเขา เพราะเป็นดนตรีที่มาจากการพร่ำป่น การเปล่งเสียงที่มาจากภายในของตัวคน ระบายออกมาเป็นท่วงทำนอง เป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน พรรณนา และปาฐกถา โดยไม่จำเป็นต้องมีเสียงดนตรี ซึ่งแม้แต่จังหวะก้สามารถใช้เสียงในลำคอคอยให้จังหวะได้ เนื้อหาก็ยังวนเวียนอยู่กับการถูกเอารัดเอาเปรียบเหมือนเดิม เป็นดนตรีที่พูดถึงความจริงได้ชัดเจนที่สุด เพราะเนื้อหาค่อนข้างเปิดเผย โผงผาง หยาบคายและด่าทอได้ถึงกึ๋น ต่อมาได้พัฒนามาเป็นดนตรี ฮิป-ฮอป (Hip-Hop) ซึ่งมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือ Turntable เป็นเครื่องดนตรีที่คอยให้จังหวะ ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

REGGE เป็นดนตรีพื้นเมืองของจาไมก้าที่มีเนื้อหาพูดถึงการเมือง และลัทธิรัสตาฟาเรียน โดยมีบ๊อบ มาเลย์เป็นสัญญลักษณ์ ซึ่งดนตรีเน้นที่กีตาร์เป็นจังหวะเด่นชัด และเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ จังหวะของดนตรีเร็กเก้จะให้ความสนุกสนานด้วยตัวของมันเองอย่างชัดเจน แม้เนื้อหาจะหนักแต่ดนตรีเร็กเก้ก็ได้รับความนิยม อย่างแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยมีปรมาจารย์อย่าง King Tubby และ Augatus Pablo เป็นผู้ให้กำเนิด ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

DISCO เป็นแนวเพลงที่เกิดในยุค 70’s โดยคลับใน New York ที่เลือกเปิดแต่เพลง Soul , Funk , Grooves แบบเต้นรำจนพัฒนากลายเป็น Disco โดยนำเอาดนตรีโซลมาใส่จังหวะใหม่เพิ่มความเร็ว และศิลปินส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินผิวสี เช่น Donna Summer , Gloria Gayner , Boney M และอัลบั้มที่พลิกประวัติศาสตร์เป็นอัลบั้มขายดีตลอดการจนกระทั้ง Micheal Jackson มาลบสถิติได้ก็คือ Saturday Night Fever ที่มีเพลงฮิตหลายๆ เพลงของ The Bee Gees ในอัลบั้มนี้ที่ติดอับดับ Top Ten ทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา ส่วนคลับเป็นตัวแทนของดิสโก้ก็คือ Studio 54 ที่มีแขกชื่อดังมากมายมาเที่ยวที่คลับแห่งนี้ ที้งศิลปิน นักร้อง นักธุรกิจ และปิดตัวลงในช่วงต้นยุค 80’s จนกลายเป็นตำนานของคลับในช่งดิสโก้เฟื่องฟู ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

HOUSE MUSIC ในช่วงต้นยุค 80’s ได้มีปรากฎการณ์ดนตรีขึ้นมาใหม่เป็นดนตรี House Music ที่นำเอาดนตรี Disco มาปรับปรุงตัดแต่งรีมิกซ์เพิ่มเติมความเร็วของบีท หรือจังหวะเพิ่มขึ้น และเนื้อร้องเหลือเพียงแค่ทอนฮุคหรือคำเท่ๆบางคำที่นักเต้นสามารถร้องตามได้เท่านั้น และใส่บีทที่เป็นเสียงสังเคราะห์ผสมผสานกันกับ Electronic , Synth Pop , Jazz โดยสร้างดนตรีแนวนี้กันในโกดังที่เรียกว่า Ware House และสุดท้ายดัดเหลือ House คำเดียว ความเร็วของจังหวะหรือ BPM (Beat Per Minute) คือความเร็วของจังหวะกลอง หรือกระเดื่องที่นับได้ภายใน 1 นาทีจะอยู่ระหว่าง 100 – 125 จนเป็นดนตรี House นี่ได้เป็นพื้นฐานให้กับดนตรีแนวอื่นอีกมากมายในช่วงยุค 80’s ทั้ง Hip House , Ambient House , Acid House และในช่วงปลายยุค 80’s ดนตรี House Music ก็ขับจากการเป็นเพลง Underground มาเป็นดนตรี Pop โดยเริ่มที่ยุโรปจนมาถึงอเมริกาในภายหลัง โดยที่มาของชื่อ House Music นี้มาจากคลับใน Chicago โดยมี Frankie Knuckles เป็น DJ. ในขณะเดียวกันคลับใน New Youk ที่ชื่อ Paradise Garage ก็ได้เปิดตัวขึ้นมี Larry Levan มาเป็น DJ. จนเป็นที่มาของคำว่า House and Garage ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

FUNKY HOUSE เป็นดนตรีที่นำเอาท่อน Riff Guitar ที่สนุกสนานและการเดินเบสที่ลื่นไหลแบบ Funky มาผสมกับจังหวะดนตรีเต้นรำแบบ House บวกกับเสียงเครื่องสายที่พริ้วไหว จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของ Funky House แล้วใส่เสียงร้องลงไป ศิลปินที่บุกเบิก Funky House ส่วนมากจะเป็นศิลปินจากฝรั่งเศส เช่น Etienne Decrecy , Bob Sinclar , Stardust , Modjo ฯลฯ จนบางครั้งนักวิจารณ์ก็เรียกว่า French House , French Funk แต่ดนตรี Funky House ก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ศิลปินฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังคลอบคลุมไปถึงทั้งศิลปินจากอังกฤษยุโรปและอเมริกาอีกด้วย ดนตรี Funky House ไม่ได้หยุดตัวเพียงเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาผสมผสานกับดนตรีแนวอื่นทั้ง Brazillian , African , Samba , Jazz จนกลายเป็นรูปแบบใหม่ๆ ฟังเพลงได้ที่นี่

TECHNO เป็นแนวดนตรีเต้นรำที่แตกแขนงออกไปจากดนตรีดิสโก้แต่มีความเร็วจังหวะ 110 – 130 BPM มีจังหวะที่เน้นไปทางหนักหน่วง โดยใช้เสียงของดนตรีสังเคราะห์ล้วนๆ เปรียบเสมือนตัวแทนของการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี่ในยุค 80’s ที่มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีสีงเคราะห์มาใช้แทนกีตาร์ กลอง เบสและเปียนโน ลักษณะเด่นของดนตรีเทคโน จะอยู่ตรงที่จังหวะแข็งกระด้าง ไม่มีเสียงเบส แทบจะไม่มีเสียงร้องด้วยซ้ำ รายละเอียดประกอบด้วยเสียงเอฟเฟ็คท์ต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นท่วงทำนองบ้างไม่เป็นบ้าง ซึ่งจะเป็นที่นิยมกันมากในยุโรป คือ เยอรมันและฮอลแลนด์ ซึ่งต่อมาก็มีการนำดนตรีพ็อพมาผสมผสานและถูกเรียกว่า เทคโน แด็นซ์ (techno Dance) วง Kraftwerk ของเยอรมันเป็นต้นแบบ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นรากฐานของดนตรีเทคโนยุคหลังๆ ที่นิยมเปิดกันตามคลับเต้นรำในปัจจุบันซึ่งศิลปินจะออกวางขายกันเฉพาะซิงเกิล

ฟังเพลงได้ที่นี่

เพลง

HIP HOP เป็นดนตรีแรปที่เพิ่มรายละเอียดของดนตรีที่เป็นทั้งกีตาร์ เบส และคีย์บอร์ด เข้าไปบวกกับลูกเล่น การสแครชแผ่นเสียงจาก Turntable และเสียงเอ๊ฟเฟคท์จากเครื่องมิกซ์เซอร์ ดนตรีจึงสละสลวยและน่าฟังมากกว่าดนตรีแรป แต่ถ้าลดความเร็วลงมาประมาณเท่าตัว ก็จะเรียกว่าดนตรี Tip Hop ซึ่งจะเปลี่ยนเสียงร้องในสไตล์แรปไปเป็นสไตล์โซล แต่ถ้าเพิ่มความเร็วของจังหวะขึ้นเท่าตัว ก็จะเรียกว่าดนตรี Hard Hop แต่รายละเอียดดนตรียังเหมือนเดิม ฟังเพลงได้ที่นี่